สวัสดีเช่นเคยค่าา วันนี้แอดได้สัมภาษณ์คุณหมออภิชาญเกี่ยวกับเรื่องการเสริมจมูก มาดูดีกว่าว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกบ้าง

” การเสริมจมูก ไม่ใช่การวาดรูปว่าจะเติมตรงนั้น ลบตรงนี้แล้วออกมาสวยตามนั้น มันย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้แต่การใช้โปรแกรมสร้างภาพที่ถูกนำมาใช้ในหลายสถานที่ก็ตามว่าหากเสริมจมูกโดยใช้ซิลิโคนหนาเท่านี้แล้วจะได้โด่งเท่านั้น เนื่องจากข้อกำหนดที่สำคัญคือโครงสร้างของทั้งกระดูกแข็งทางครึ่งบนของจมูกและกระดูกอ่อนทางครึ่งล่างของจมูกและที่สำคัญผิวหนังบริเวณจมูกที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน

คนที่มีโครงสร้างของจมูกทั้งกระดูกแข็งและกระดูกอ่อนที่ค่อนข้างสมมาตรซ้ายและขวา รวมถึงความโด่งและความยาวของโครงสร้างทั้งสองที่มีอยู่เดิมย่อมได้เปรียบกว่าคนที่มีอยู่น้อยเป็นธรรมดา นอกจากนั้นสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้เลยแต่มักจะไม่สนใจกันคือลักษณะของผิวหนังบริเวณจมูก บางคนมีเนื้อเยอะ ผิวหนา ปลายจมูกโต ทำให้ดูเหมือนจมูกใหญ่ยิ่งถ้าจมูกสั้นร่วมด้วยกลายเป็นจมูกเล็กสั้นปลายโตใหญ่ซึ่งพบได้บ่อยสำหรับคนไข้บ้านเรา หรือบางคนกลับมีผิวบาง ตึงจมูกเล็ก ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยแม้ไม่เท่ากลุ่มแรกก็ตาม ในกลุ่มนี้มักมีปัญหาที่พบบ่อยว่าทำอย่างไรให้จมูกดูยืดยาวโด่ง และพุ่งมากที่สุด ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ที่พบคือมักจะเสริมจมูกกันโดยไม่สนใจว่าผิวหนังจะรับได้มากน้อยแค่ไหน ขอให้ดูโด่งพุ่งไว้ก่อนคือสวย หรือเสริมทั้งทีไม่โด่งพุ่งแล้วจะเสริมทำไม แต่สุดท้ายก็มักจะจบด้วยจมูกทะลุ ติดเชื้อแทบทั้งนั้น ลองนึกดูนะครับ ผิวหนังคนเราต้องการเลือดไปเลี้ยงผ่านหลอดเลือดฝอยเล็กๆระดับผิวหนัง ถ้าหากเราเอาอะไรไปกดทับเส้นเลือดเหล่านี้ไว้ตลอด จนเลือดไม่สามารถไหลผ่านหลอดเลือดเหล่านี้ได้หรือไหลผ่านได้น้อยเกินกว่าจุดที่ผิวหนังจะพอรับได้ สิ่งที่ตามมาคือผิงหนังบริเวณนั้นจะขาดเลือดไปเลี้ยง ผิวหนังบริเวณนั้นก็เริ่มอ่อนแอ มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่าย และสุดท้ายก็ทะลุในที่สุด ย่อมไม่มีใครต้องการผลลัพธ์เช่นนั้น

ดังนั้นการเสริมจมูกจึงขึ้นกับสิ่งที่คนไข้แต่ละท่านมีมาร่วมด้วย ทั้งโครงสร้างของกระดูกแข็ง และกระดูกอ่อน รวมถึงผิวหนังเป็นสำคัญ เพราะการเสริมจมูกไม่ใช่การวาดรูป คุณหมอที่ทำผ่าตัดควรมีความเข้าใจถึงพื้นฐานในจุดนี้ก่อนและที่สำคัญตัวคนไข้เองก็ควรจะรู้ลักษณะจมูกคร่าวๆของเราเอง ไม่ใช่ว่าอยากได้แบบดาราท่านนี้ก็เอารูปมาแล้วบอกคุณหมอขอแบบนี้ คุณหมอบางท่าน ก็อาจจะทราบว่าบางท่านไม่สามารถทำให้ได้ตามต้องการแต่ถ้าไม่ทำตาม คนไข้ท่านนั่นก็จะไปทำที่อื่น เหล่านี้คือจรรยาบรรณของคุณหมอที่ทำผ่าตัด คนไข้ควรจะมีวิจารณญาณ พิจารณาอย่าถี่ถ้วนเองร่วมด้วยเป็นสำคัญ ว่าควรจะทำตามที่คุณหมอท่านได้บอกไว้หรือไม่ คุณหมอท่านไหนที่แทบจะไม่ได้ตรวจแค่มองและพูดไม่ถึง5นาที โดยไม่บอกสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ข้อควรปฏิบัติ ข้อควรระวังหลังการเสริม และสิ่งอื่นที่จำเป็น บอกเพียงแต่ว่าเสริมแล้วสวยแน่ๆ ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบด้วยเสมอ
สุดท้าย จมูกที่เสริมมาแล้วสวยคือจมูกที่เหมาะกับคนไข้ท่านนั้นๆ ทำให้มั่นใจขึ้นกว่าเดิม แม้จะไม่เต็มร้อยเหมือนกับที่คาดหวังไว้ เพราะโครงสร้างแต่ละท่านที่มีมาย่อมแตกต่างกัน และที่สำคัญคือหลังเสริมแล้วปลอดภัย อยู่ได้นานๆ ไม่ต้องมากังวลว่าจะทะลุหรือไม่ ย่อมทำให้คนไข้ท่านนั้น มั่นใจและมีความสุขกับการทำศัลยกรรมตกแต่งที่ถูกต้องและเหมาะสมครับ ”

ขอบคุณคนไข้ของทางคลินิก ที่กรุณาแชร์ประสบการณ์การทำศัลยกรรมเสริมจมูกกับ First Care Clinic ค่า เพื่อนๆสามารถอ่านรีวิวได้ที่กระทู้นะคะ

https://pantip.com/topic/36841815 ทางเราจึงขออนุญาตนำเรื่องราว และภาพบางส่วน มาแชร์ให้เพื่อนๆที่กำลังสนใจอยากทำศัลยกรรม หรือมองหารีวิวผลงานคุณหมออภิชาญอยู่นะคะ

สวัสดีคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกคน เราไปเสริมจมูกกับคุณหมออภิชาญและเป็นครั้งแรกด้วย เลยอยากนำประสบการณ์มาแชร์ให้เพื่อนๆ ที่สนใจได้เข้ามาอ่านกัน เรารู้จักคลินิกนี้ผ่านการอ่านรีวิวบนเว็บไซต์ค่ะและดูข้อมูลจากเว็บไซต์หลักของคลินิกด้วยค่ะ เมื่อดูรีวิวแล้วคุณหมอทำออกมาธรรมชาติ ไม่เป็นแท่งเกินไป จึงตัดสินใจโทรไปนัดคิวคุณหมอเพื่อทำการปรึกษาก่อนค่ะ

วันปรึกษาคุณหมอ : คุณหมอเช็คดูโครงสร้างของจมูกให้อย่างละเอียด ว่าจมูกเราเป็นลักษณะไหน จมูกของเราเป็นจมูกคตซึ่งการเหลาซิลิโคนสำหรับจมูกคตจะมีความยากกว่าจมูกปกติ คุณหมอจึงแนะนำให้ใช้ซิลิโคนแบบนิ่มเพราะซิลิโคนแบบนิ่มสามารถเหลาให้ได้องศาดีกว่าซิลิโคนปกติ จมูกของเราไม่สามารถทำได้โด่งมากเพราะเป็นคนจมูกบาง ถ้าทำโด่งมากโอกาสที่จมูกจะทะลุมีสูงและอีกอย่างกระดูกฮั๊มใหญ่ต้องขุดออก สำหรับตัวเราแล้วไม่ขอโด่งมาก ขอออกมาเป็นธรรมชาติและหน้ามีมิติมากขึ้นก็พอใจแล้วค้า หลังจากนั้นเราก็นัดคุณหมอเพื่อทำจมูกในอาทิตย์ถัดมา

วันทำจมูก : ตื่นเต้นมากๆเลยเพราะเป็นครั้งแรก ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เราต้องล้างหน้าให้สะอาดหรือใครที่แต่งหน้ามาก็ต้องล้างเครื่องสำอางคออกให้หมด บรรยากาศภายในห้องผ่าตัดค่อนข้างผ่อนคลายเพราะมีเปิดเพลงเบาๆให้เราฟังเพื่อเราจะได้ไม่ต้องเกร็งหรือกังวลมาก พอคุณหมอเข้ามา คุณหมอเริ่มทำความสะอาดจมูกและหลังจากนั้น ฉีดยา แอบเจ็บหน่อยนะแต่ไม่มาก หลังจากนั้นคุณหมอก็ลงมือผ่าตัด เวลามีเลือดให้เรากลืนลงไปเลยอย่าพ่นออกมา เรารู้สึกได้ตอนที่คุณหมอเหลาฮั๊มเป็นเสียงเหมือนขูดกระดูก แอบเสียวหน่อยๆ คุณหมอใช้เวลาในการเหลาซิลิโคนค่อนข้างนานหน่อยเพราะอย่างที่บอกว่าของเราเป็นจมูกคตการเหลาซิลิโคนจะยากกว่าเคสปกติ เราใช้เวลาอยู่ในห้องผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า หลังจากนั้นคุณหมอจะฉีดโบท็อกซ์บริเวณคิ้วเนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบขมวดคิ้ว เราฉีดโบท๊อกซ์เพื่อไม่ให้เราขมวดคิ้วในระหว่างที่เพิ่งทำจมูกเพราะถ้าเราขมวดคิ้วบ่อยๆ โอกาสที่ซิลิโคนจะไม่เข้ากับฐานจมูกของเราจะมีสูง หลังจากนั้นคุณหมออธิบายวิธีการรักษาและการทำความสะอาดแผลค่ะ

โดยส่วนตัวแล้ว พึงพอใจมากเลยค่ะ เพื่อนๆก็บอกว่าหน้าดูมีมิติขึ้น ทำได้ธรรมชาติมาก ถ้าไม่รุ้จักกันมาก่อนคงดูไม่ออก ต้องขอบคุณคุณหมออีกครั้งนะคะ เพื่อนๆที่อ่านสามารถลงคอมเม้นและติชมได้นะค้า ปล.ตรงปลายอาจยังดูบวมอยู่บ้างนะคะเพราะคุณหมอได้เย็บแต่งปลายร่วมด้วย ซึ่งหลังจาก 3 สัปดาห์จมูกจะเข้ารูปมากขึ้นค่ะ ถ้าหากมีใครสนใจอยากถามข้อมูลเพิ่มเติมโดยตรงสามารถติดต่อได้ทางเบอร์นี้เลยค่ะ 0973343742 ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

สวัสดีค่าชาวเฟิร์สแคร์ วันนี้เราขออนุญาตแชร์รีวิวก่อนและหลังเสริม + ร่วมกับเย็บแต่งปลายจมูกหลังครบ 3 สัปดาห์ นะคะสนใจสอบถามรายละเอียด และนัดจองคิว คุณหมออภิชาญ เฟิร์สแคร์คลินิกได้ที่เบอร์ 02-7263640, 086-3509030, 081-6451098 คะ (ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับแต่ละบุคคลร่วมด้วยคะ)

วันพฤหัสแล้ววว ท่านที่ทำงานหลายๆคนคงใกล้ถึงวันหยุดแล้ว เมื่อวานกล่าวถึงประเภทของแผลเป็นแล้ววันนี้จะเป็นเรื่องของการรักษาค่ะ
การรักษาแผลเป็น (Scar treatment) นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งสามารถใช้ได้กับแผลเป็นทุกชนิด ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การผ่าตัดแผลเป็นนั้นโดยตรงแล้วเย็บกลับเข้ามาใหม่ แต่หากเป็นบริเวณที่ยากต่อการเย็บโดยตรง อาจใช้วิธีโยกเนื้อข้างเคียงเข้ามาเพื่อทำให้เย็บได้ง่ายขึ้น (Local flap coverage ) หรือ ใช้เนื้อเยื่อบริเวณอื่นมาปิดแทน (Distant flap) เช่น ใช้เนื้อเยื่อบริเวณต้นขามาปิดแผลเป็นบริเวณหน้าท้องช่วงล่าง หรือแม้แต่การฝังอุปกรณ์ยืดขยายผิวหนัง (Tissue Expander) ไว้ก่อน เมื่อได้ผิวหนังที่ยืดขยายดีแล้วจึงค่อยตัดแผลเป็นออก และโยกผิวหนังที่ยืดขยายแล้วเข้ามาปิดบริเวณที่ตัดเอาแผลเป็นนั้นออกอีกที นอกจากนี้หากเป็นแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่มากๆ โดยเฉพาะแผลเป็นดึงรั้ง อาจใช้การผ่าตัดทางจุลศัลยกรรมเข้ามาช่วย โดยใช้เนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณอื่นมาปิดแผลเป็นที่ตัดออก ร่วมกับการเย็บต่อหลอดเลือดและเส้นประสาท (Free flap coverage) ส่วนการปลูกผิวหนัง (Skin graft) นั้นเป็นวิธีที่มีการใช้กันมากในกรณีที่ไม่สามารถเย็บแผลเป็นเข้าหากันโดยตรง แต่ในด้านความสวยงามของผิวหนัง และการรับรู้ความรู้สึกที่ผิวหนัง จะไม่ดีเท่าวิธีการผ่าตัดอื่นที่กล่าวมา

2. การรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด มักใช้กับแผลเป็น Hypertrophic และ Keloid ซึ่งมีหลายวิธีได้แก่
2.1 การฉีดยาให้แผลเป็นยุบ ซึ่งมักต้องร่วมกับการนวดบริเวณแผลเป็นที่ถูกวิธีด้วย
2.2 การใช้เลเซอร์
2.3 การใช้รังสี
2.4 การใช้ยาทาแผลเป็น หรือใช้แผ่นซิลิโคนปิดแผล

3. การรักษาแบบผสมผสาน คือ ใช้ทั้งวิธีผ่าตัดและไม่ผ่าตัดร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้ในกรณีแผลเป็น Hypertrophic และ Keloid ขนาดใหญ่ โดยจะฉีดยาให้ยุบลงในระดับที่ทำให้การผ่าตัดง่ายขึ้น แล้วจึงใช้วิธีการผ่าตัดแบบเย็บผิวหนังเข้าหากันโดยตรง หรือ วิธีการโยกเนื้อเยื่อข้างเคียงมาปิด เป็นต้น
ซึ่งแผลแต่ละแบบจะรักษาแบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับความชำนาญของคุณหมอค่ะ