บทความจากคุณหมอ

ช่วงที่สอง: เป็นช่วงระยะเวลา 3สัปดาห์ ถึง 3 เดือน เป็นช่วงที่ความแข็งแรงของแผลเริ่มมากขึ้นจากกระบวนการหายของแผล แต่แน่นอนว่าย่อมไม่เท่ากับผิวหนังที่ไม่เคยมีแผลเป็นมาก่อน

เนื่องจาก การหายของแผลย่อมหายด้วยเนื้อเยื่อผังผืด ซึ่งมีแต่ความแข็ง แต่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งแตกต่างจากผิวหนังปกติที่มีเส้นใยคอลลาเจน และอิลาสตินในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงทำให้มีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นไปพร้อมๆกัน ในช่วงนี้หากการหายของแผลเป็นไปโดยปกติ คือไม่เกิดการยืดขยายจากการเคลื่อนไหวบริเวณนั้นของแผลเป็น หรือเกิดการหายของแผลที่มากกว่าปกติจนเกิดเป็นแผลเป็นนูน ซึ่งมีหลายสาเหตุ ขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะคะ ช่วงนี้จากแผลที่นูนแดงก็จะเริ่มยุบลง และเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีขาวกว่าผิวปกติ ก็เป็นได้ แล้วแต่ลักษณะผิวเดิมของแต่ละคนคะ แต่ในบ้านเราส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มกว่าสีผิวปกติเป็นส่วนใหญ่คะ แต่ในบางท่านอาจมีผสมทั้งสีเข้มและสีจางกว่าปกติก็มีคะ ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของการเคลื่อนไหว หรือขยับ.

บริเวณรอยแผลผ่าตัดนะคะ ถึงแม้จะมีความแข็งแรงของแผลมากขึ้นแต่เนื่องจากส่วนประกอบส่วนใหญ่ยังเป็นเนื้อเยื่อผังผืด ซึ่งมีแต่ความแข็งแต่ไม่มีความยืดหยุ่น หากเคลื่อนไหวมากก็มีโอกาสเกิดแผลเป็นยืดและหรือบุ๋ม หรือแผลเป็นนูนเกิดขึ้นได้คะ จึงไม่ควรขยับมากในบริเวณแผลผ่าตัดคะ แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้ดีกว่าในช่วง

3 สัปดาห์แรกนะคะ รูปตัวอย่างการหายของแผลช่วงที่สองค่ะ

วันนี้แอดมินขอมาให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผลเป็นนะคะ หลายคนคงสงสัยใช่มั้ยคะ ว่าแผลเป็นเมื่อผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร คุณหมอท่านขออธิบายง่ายๆให้เข้าใจ ไม่ค้องอิงศัพท์วิชาการมากมายคะ ขอแบ่งเป็นช่วงตามระยะเวลาหลังผ่าตัดดังนี้

ช่วงที่หนึ่ง:เป็นช่วงหลังผ่าตัดไปแล้วภายใน 3 สัปดาห์แรกคะ จะเป็นช่วงที่แผลจะนูนแดง (ทั้งนี้ต้องไม่ใช่การนูนแดง จากการติดเชื้อนะคะ ซึ่งจะแตกต่างกับการหายของแผลตามปกติคะ เอาง่ายๆคะ ไม่ปวด บวม แดง ร้อน หรือมีหนองออกมาคะ) เป็นช่วงที่เป็นกระบวนการหายของแผลตามปกติที่จะมีอาการบวมแดงของแผลในช่วง2-3วันแรกหลังจากนั้นจะค่อยๆยุบลงทั้งความบวมและความแดงของแผลอยู่ เป็นช่วงที่ความแข็งแรงของแผลส่วนใหญ่เกิดจากเทคนิค หรือวิธีการในการเย็บแก้แผลเป็นของคุณหมอเป็นหลัก เพื่อไม่ให้แผลปริหรือแยกออกจากกัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับการดูแลแผลของคนไข้เป็นสำคัญร่วมด้วยเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่แผลและร่วมกับการขยับบริเวณแผลที่ทำการแก้แผลเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันแผลปริหรือแยกให้เกิดน้อยที่สุด ตัวอย่างช่วงแผลเป็นนูนแดงนะคะ พรุ่งนี้เรามาต่อช่วงที่สองกันนะคะ

วันนี้ แอดมินขอนำบทความเกี่ยวกับการเสริมจมูกของคุณหมออภิชาญ มาเล่าสู่กันฟังในรูปแบบที่ไม่อิงภาษาวิชาการ เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆนะคะ และเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของคุณหมอเท่านั้นนะคะ ไม่ขอพาดพิงกับความเห็นอื่นใดนะคะ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น การเสริมจมูกในบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก แต่เดิมเราจะเห็นเพียงการใช้ซิลิโคนแท่งในการเสริมจมูกเป็นส่วนใหญ่ และมักเป็นชนิดที่คุณหมอ ท่านต้องเหลาเอง เนื่องจากรูปทรงจมูกทั้งความยาว ความกว้าง มุมองศาระหว่างจมูก กับริมฝีปาก ลักษณะผิวหนังและความหนาของผิวหนังที่แตกต่างกัน จึงทำให้คุณหมอที่ละเอียดและมีความสามารถ จะเข้าใจในจุดนี้และต้องเหลาให้เข้ากับแต่ละคนไข้ไป มันจึงเป็นทั้งศิลปะ กับวิทยาศาสตร์ไปในตัว แต่ช่วงที่ผ่านมานี้ ซิลิโคนสำเร็จรูปมีการนำมาใช้มากขึ้น มีการทำออกมาหลายรูปแบบ และแข็งขันกันตามประเทศผู้ผลิต รวมทั้งความนิ่ม ที่นำมาใช้ และมักจะมีการโฆษณาชวนเชื่อว่านิ่มบิดได้ จนทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดไปสำหรับคนไข้ในบ้านเราที่ส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจ และหลงเชื่อไปกับคำโฆษณาที่แอบอ้างมากมาย

คุณหมอท่านขอเปรียบเทียบง่ายๆนะคะ การเสริมจมูกโดยใช้แท่งซิลิโคน เปรียบเหมือนการเลือกซื้อเสื้อผ้ามาสวมใส่ หากเราสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเราแล้ว เราจะเลือกสั่งตัดเสื้อผ้าให้เข้ารูป หรือเราจะเลือกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่แบ่งตามขนาดต่างๆแล้วเลือกมาใส่คะ แน่นอนสิ่งที่ต่างกันคือ หากเสื้อผ้าที่เลือกแบบสำเร็จรูป หากไม่ชอบ บางคนก็ถอดออกและไปซื้อตัวใหม่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่หากเราสามารถสั่งตัดเสื้อผ้าเของเราเอง วัดขนาดแล้วตัดตามขนาดของเรา แบบไหนจะดีกว่าคะ สั่งตัดย่อมดีกว่าใช่มั้ยคะ บางคนอาจนึกเถียงอยู่ในใจว่าหากเสื้อสำเร็จรูปใส่แล้วไม่สวยก็เอาเสื้อสำเร็จรูปมาแก้ให้เหมาะกับคนนั้นๆ ไม่ง่ายกว่าสั่งตัดแต่แรกเหรอ เปรียบเหมือนเอาซิลิโคนสำเร็จรูปมาดูความยาวเทียบกับจมูกคนไข้ ถ้าเลือกสั้นไปแต่แรกย่อมเสริมแล้วไม่สวย แต่ถ้าเลือกแล้วมีแต่ยาวเกินไป ก็ค่อยตัดให้สั้นลงก็ได้ ง่ายจะตายใช่มั้ยคะ เสื้อสำเร็จรูปที่ตัวใหญ่เกินเอามาแก้ให้เข้ารูปจะแก้ได้สวยเหมือนกับสั่งตัดตอนแรกเหรอคะ และจะมีกี่คนที่โครงสร้างจมูกเท่ากันพอดีกับซิลิโคนสำเร็จรูปคะ โดยไม่ต้องปรับแก้เลย ซึ่งน้อยมากๆคะ

แต่ปัจจุบันกับเป็นการเอาซิลิโคนรูปแบบต่างๆที่ดูสวยมาโชว์แล้วสร้างความเข้าใจว่า ฉันสวยขึ้นแน่นอนเมื่อใช้ซิลิโคนตัวนั้น เคยมั้ยคะ? เสื้อผ้าที่นางแบบใส่แล้วสวยมากๆ แต่เราใส่แล้วไม่เห็นเป็นเหมือนนางแบบสวมใส่เลย นั้นเป็นสาเหตุที่คุณหมอท่านเหลาซิลิโคนเองสำหรับคนไข้แต่ละท่าน ไม่เคยใช้แบบสำเร็จรูปมาตลอดเกิน 10กว่าปีของการทำงานในบทบาทของศัลยกรรมตกแต่งคะ ส่วนความนิ่มของซิลิโคนนั้น ไม่ใช่ว่ายิ่งนิ่มยิ่งดีนะคะ เพราะความสามารถในการคงรูปของซิลิโคน เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการวางซิลิโคน โดยไม่บิดเบี้ยว และวางได้ถูกเทคนิค ไม่บิดงอภายใน และเช่นเดียวกันหากแข็งเกินไป ย่อมส่งผลต่อแรงกดต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ที่ซิลิโคนกดกับผิวหนังด้านบนโดยตรง ย่อมทำให้ใช้ปริมาณความหนาของซิลิโคนมากไม่ได้ เพราะมีโอกาสเกิดซิลิโคนทะลุออกมาได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าชนิดแข็งไม่สามารถใช้เสริมจมูกได้ เพียงแต่ต้องปรับให้เหมาะสมกับลักษณะของผิวแต่ละคน หากเปรียบความนิ่มของซิลิโคน ก็เหมือนกับชนิดเนื้อผ้าที่นำมาสวมใส่ คิดง่ายๆคะ เสื้อสูทที่สวยต้องเป็นเสื้อที่มีน้ำหนักและรีดเข้ารูปได้ง่าย ย่อมไม่มีใครเอาเนื้อผ้าที่ไม่ทิ้งน้ำหนักและยับง่ายมาตัดเสื้อสูทใช่มั้ยค

ปัจจุบันการเสริมจมูกน่าจะเป็นหัตถการที่มีการทำกันมากที่สุดในบ้านเรา และเป็นจุดเริ่มต้นของคนที่ต้องการทำให้ตัวเองมั่นใจมากขึ้นในการเข้าสังคม จึงเป็นจุดขายที่มีการนำเอาซิลิโคนสำเร็จรูปมาใช้กันอย่างมากมายในปัจจุบัน รวมถึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการโฆษณา แต่ขอให้เข้าใจนะคะ ว่าการแก้จมูกไม่ได้ง่ายเหมือนกับการถอดเสื้อออกและหาเสื้อผ้าตัวใหม่ใส่นะคะ ทุกครั้งที่มีการใส่ซิลิโคนที่ไม่เหมาะกับโครงสร้างจมูก รวมถึงลักษณะผิวหนังที่รองรับ พูดง่ายๆคือใส่โด่งหรือยาวเกินกว่าผิวหนังจะรับได้ และรวมถึงการใส่ซิลิโคนผิดวิธีคือใส่แล้วโยกไปมาเวลาขยับที่แท่งซิลิโคน (การใส่ซิลิโคนที่ถูกวิธี จะต้องวางตรงตามแนวแกนจมูก และจะต้องโยกไปมาแล้วซิลิโคนต้องไม่ขยับ) เมื่อถอดซิลิโคนดังกล่าวเพื่อแก้นั้น สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยคือโครงสร้างจมูกในส่วนของกระดูกอ่อนจะถูกกด เห็นง่ายๆคือรูจมูกมักผิดรูปทั้งแนวแกนของรูจมูกรวมทั้งขนาดที่อาจผิดแตกต่างกับอีกข้างอย่างชัดเจน (ถ้าก่อนเสริมใกล้เคียงกันในสองข้าง)

นอกจากนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดและบ่อยกว่าคือส่วนของผิวหนังที่รองรับแท่งซิลิโคนนั้นก็มักจะบุ๋มลงไปจากการกดของแท่งซิลิโคนที่เสริมโด่งหรือยาวเกินไปนั่นเอง ดังนั้น คุณหมอที่จะทำการแก้จมูกจะต้องพึงระลึกถึงในส่วนนี้ร่วมด้วย ว่าจะสามารถแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน และที่ยิ่งยากกว่านั้นคือในกรณีมีการติดเชื้อ และซิลิโคนทะลุออกมานั้น ผิวหนังบริเวณนั้นแม้มีการเย็บซ่อมให้ก็จะไม่เหมือนเดิมเนื่องจากการหาย จะหายด้วยการเป็นแผลเป็นทั้งสิ้น ดังนั้นการเสริมจมูกสำหรับคุณหมอนั้นเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาตร์ (art & science) คนไข้ที่ต้องการมารักษาเพื่อทำให้เขามั่นใจมากขึ้น

คุณหมอต้องพึงระลึกไว้เสมอในการพูดความจริงว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละคน ไม่ใช่เป็นการขายฝันให้คนไข้คาดหวังว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนดาราท่านโน้น ท่านนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางเหมือนได้100% เพราะโครงสร้างจมูกและผิวหนังแต่ละคน ความยาวของแต่ละคน มุมองศาระหว่างจมูกกับริมฝีปาก นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้ความสวยควบคู่กับความปลอดภัยหลังจากเสริมจมูกนั้นต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่สวยแค่ช่วงแรก แต่ต้องถอดออกหลังเสริมเพียงไม่กี่เดือนเพราะ ซิลิโคนจมูกใกล้ทะลุหรือเกิดการติดเชื้อและทะลุออกมา ส่วนคนไข้เองเมื่อจะเลือกผ่าตัดกับคุณหมอท่านใดท่านหนึ่งขอให้พิจารณาถึงความสามารถของคุณหมอท่านนั้น วุฒิบัตรความเชี่ยวชาญที่ได้รับ ผลงานที่เคยทำมา (อย่าเชื่อเพียงคนบอกมา ชักชวนมาหรือแม้แต่รูปที่นำมาโชว์ เพราะเดี่ยวนี้รูปมีการแต่งภาพกันง่ายมาก รวมทั้งรูปที่มักถูกนำเสนอผ่านคนที่มีโครงสร้างจมูกและใบหน้าที่ดีกว่าคนทั่วไป ที่มักจะถูกพูดเสมอว่า ก็เขามีต้นทุนเดิมดีอยู่แล้ว เสริมอีกนิดเดียวก็ทำง่ายและยิ่งดูดีขึ้น นั่นก็เป็นความจริงอย่างแน่นอน) และที่สำคัญ อย่าเห็นเพียงแต่ของถูก เพราะคุณไม่ใช่หนูทดลอง ที่ยอมให้มาทำผ่าตัดบนจมูกของคุณ เพียงแค่ว่าราคาถูก ถ้าไม่ดีหรือมีเงินพอค่อยหาหมออื่นแก้ เพราะการแก้ ย่อมไม่ดีเท่ากับทำให้ดีแต่แรก และบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมดนะคะ ไว้คราวหน้าจะนำบทความเกี่ยวกับการเสริมจมูก มาเล่าสู่กันฟังใหม่นะคะ

วันนี้แอดมินขอมาให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผลเป็นนะคะ หลายคนคงสงสัยใช่มั้ยคะ ว่าแผลเป็นเมื่อผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร คุณหมอท่านขออธิบายง่ายๆให้เข้าใจ ไม่ค้องอิงศัพท์วิชาการมากมายคะ ขอแบ่งเป็นช่วงตามระยะเวลาหลังผ่าตัดดังนี้

ช่วงที่หนึ่ง:เป็นช่วงหลังผ่าตัดไปแล้วภายใน 3 สัปดาห์แรกคะ จะเป็นช่วงที่แผลจะนูนแดง (ทั้งนี้ต้องไม่ใช่การนูนแดง จากการติดเชื้อนะคะ ซึ่งจะแตกต่างกับการหายของแผลตามปกติคะ เอาง่ายๆคะ ไม่ปวด บวม แดง ร้อน หรือมีหนองออกมาคะ) เป็นช่วงที่เป็นกระบวนการหายของแผลตามปกติที่จะมีอาการบวมแดงของแผลในช่วง2-3วันแรกหลังจากนั้นจะค่อยๆยุบลงทั้งความบวมและความแดงของแผลอยู่ เป็นช่วงที่ความแข็งแรงของแผลส่วนใหญ่เกิดจากเทคนิค หรือวิธีการในการเย็บแก้แผลเป็นของคุณหมอเป็นหลัก เพื่อไม่ให้แผลปริหรือแยกออกจากกัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับการดูแลแผลของคนไข้เป็นสำคัญร่วมด้วยเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่แผลและร่วมกับการขยับบริเวณแผลที่ทำการแก้แผลเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันแผลปริหรือแยกให้เกิดน้อยที่สุด

ช่วงที่สอง: เป็นช่วงระยะเวลา 3สัปดาห์ ถึง 3 เดือน เป็นช่วงที่ความแข็งแรงของแผลเริ่มมากขึ้นจากกระบวนการหายของแผล แต่แน่นอนว่าย่อมไม่เท่ากับผิวหนังที่ไม่เคยมีแผลเป็นมาก่อน เนื่องจาก การหายของแผลย่อมหายด้วยเนื้อเยื่อผังผืด ซึ่งมีแต่ความแข็ง แต่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งแตกต่างจากผิวหนังปกติที่มีเส้นใยคอลลาเจน และอิลาสตินในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงทำให้มีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นไปพร้อมๆกัน ในช่วงนี้หากการหายของแผลเป็นไปโดยปกติ คือไม่เกิดการยืดขยายจากการเคลื่อนไหวบริเวณนั้นของแผลเป็น หรือเกิดการหายของแผลที่มากกว่าปกติจนเกิดเป็นแผลเป็นนูน ซึ่งมีหลายสาเหตุ ขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะคะ ช่วงนี้จากแผลที่นูนแดงก็จะเริ่มยุบลง และเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีขาวกว่าผิวปกติ ก็เป็นได้ แล้วแต่ลักษณะผิวเดิมของแต่ละคนคะ แต่ในบ้านเราส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มกว่าสีผิวปกติเป็นส่วนใหญ่คะ แต่ในบางท่านอาจมีผสมทั้งสีเข้มและสีจางกว่าปกติก็มีคะ ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของการเคลื่อนไหว หรือขยับบริเวณรอยแผลผ่าตัดนะคะ ถึงแม้จะมีความแข็งแรงของแผลมากขึ้นแต่เนื่องจากส่วนประกอบส่วนใหญ่ยังเป็นเนื้อเยื่อผังผืด ซึ่งมีแต่ความแข็งแต่ไม่มีความยืดหยุ่น หากเคลื่อนไหวมากก็มีโอกาสเกิดแผลเป็นยืดและหรือบุ๋ม หรือแผลเป็นนูนเกิดขึ้นได้คะ จึงไม่ควรขยับมากในบริเวณแผลผ่าตัดคะ แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้ดีกว่าในช่วง 3สัปดาห์แรกนะคะ

ช่วงที่สาม: เป็นช่วงระหว่าง3-6 เดือนหลังผ่าตัด เป็นช่วงรอยต่อจากช่วงที่สองซึ่งกระบวนการหายของแผลจากเนื้อเยื่อผังผืดจะเริ่มลดสัดส่วนลงและถูกแทนที่ด้วยเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้บางคนอาจเพิ่งเริ่มเห็นแผลเปลี่ยนเป็นสีเข้มหรือสีจางกว่าผิวก็ได้และส่วนที่คลำแล้วนูนในช่วงที่สองอาจเพิ่งเริ่มลดลงและนิ่มก็ได้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วแต่บุคคล แต่สิ่งที่แตกต่างคือความยืดหยุ่นบริเวณแผลเป็นจะมากขึ้นกว่าช่วงที่สองนั้นคือโอกาสการเกิดเป็นแผลเป็นยืดและบุ๋มหรือแผลเป็นนูนจะลดลงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่สอง

ช่วงที่สี่: เป็นช่วงระยะระหว่าง 6เดือน-1ปี เป็นช่วงที่การเติบโตของผังผืดจะโตในอัตราที่ลดลงมากและตรงข้ามกับการเติบโตหรือเข้ามาแทนที่จองเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินที่เติบโตในอัตราที่สูงขึ้นแทน ช่วงนี้แผลเป็นจะค่อนข้างนิ่ม สีอาจเป็นสีเข้มที่เริ่มจางลง หรือสีอ่อนที่เริ่มเข้มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับสีผิวหนังปกติโดยรอบ ความยืดหยุ่นของผิวบริเวณแผลเป็นดีขึ้น

ช่วงระยะที่ห้า: เป็นช่วงหลัง 1ปี ไปแล้วเป็นระยะสุดท้าย หรือระยะที่แผลเจริญเติบโตเต็มที่ หากไม่มีการทำให้เกิดการอักเสบ หรือเป็นแผลทับลงบนแผลเป็นอีก แผลเป็นนี้ก็จะมีจำนวนเส้นใยผังผืดที่ลดลงเหลืออยู่คงที่ตรงตำแหน่งที่มีการเย็บแผลเลย ซึ่งมีจำนวนน้อยสุดที่ยังคงมีอยู่และรอบๆก็จะเป็นเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินตามปกติใกล้เคียงกับผิวหนังทั่วไป ซึ่งความแข็งแรงร่วมกับความยืดหยุ่นของแผลในระยะสุดท้ายนี้ ถือว่าดีที่สุดของแผลแล้วแต่ก็ไม่เท่ากับผิวหนังปกติ รวมทั้งสีผิวก็มักจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงแล้วหลังจากนี้ สุดท้ายก็จะทิ้งร่องรอยของรอยแผลเป็นอยู่บ้าง ซึ่งผลสำเร็จของแผลว่าจะสวยหรือไม่จึงขึ้นกับฝีมือของแพทย์ผู้ทำผ่าตัดเป็นหลัก รองลงมาขึ้นกับตำแหน่ง ขนาด บริเวณนั้นมีการเคลื่อนไหวมากหรือไม่รวมถึงการดูแลแผลขอคนไข้เอง และสุดท้ายซึ่งมีผลอยู่ในสัดส่วนที่น้อยสุดแต่ก็มีผลคือ พันธุกรรม ของคนไข้เองที่จะส่งผลต่อลักษณะการหายของแผลว่าจะเป็นแผลเป็นนูนที่ผิดปกติรวมทั้งแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่ายหรือไม่รวมถึงสีผิวหลังแผลหายว่าจะเป็นแบบใดร่วมด้วย

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ บทความจาก นพ.อภิชาญ พงศ์พัฒนานุรักษ์