วันนี้แอดมินขอมาให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผลเป็นนะคะ หลายคนคงสงสัยใช่มั้ยคะ ว่าแผลเป็นเมื่อผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร คุณหมอท่านขออธิบายง่ายๆให้เข้าใจ ไม่ค้องอิงศัพท์วิชาการมากมายคะ ขอแบ่งเป็นช่วงตามระยะเวลาหลังผ่าตัดดังนี้
ช่วงที่หนึ่ง:เป็นช่วงหลังผ่าตัดไปแล้วภายใน 3 สัปดาห์แรกคะ จะเป็นช่วงที่แผลจะนูนแดง (ทั้งนี้ต้องไม่ใช่การนูนแดง จากการติดเชื้อนะคะ ซึ่งจะแตกต่างกับการหายของแผลตามปกติคะ เอาง่ายๆคะ ไม่ปวด บวม แดง ร้อน หรือมีหนองออกมาคะ) เป็นช่วงที่เป็นกระบวนการหายของแผลตามปกติที่จะมีอาการบวมแดงของแผลในช่วง2-3วันแรกหลังจากนั้นจะค่อยๆยุบลงทั้งความบวมและความแดงของแผลอยู่ เป็นช่วงที่ความแข็งแรงของแผลส่วนใหญ่เกิดจากเทคนิค หรือวิธีการในการเย็บแก้แผลเป็นของคุณหมอเป็นหลัก เพื่อไม่ให้แผลปริหรือแยกออกจากกัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับการดูแลแผลของคนไข้เป็นสำคัญร่วมด้วยเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่แผลและร่วมกับการขยับบริเวณแผลที่ทำการแก้แผลเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันแผลปริหรือแยกให้เกิดน้อยที่สุด
ช่วงที่สอง: เป็นช่วงระยะเวลา 3สัปดาห์ ถึง 3 เดือน เป็นช่วงที่ความแข็งแรงของแผลเริ่มมากขึ้นจากกระบวนการหายของแผล แต่แน่นอนว่าย่อมไม่เท่ากับผิวหนังที่ไม่เคยมีแผลเป็นมาก่อน เนื่องจาก การหายของแผลย่อมหายด้วยเนื้อเยื่อผังผืด ซึ่งมีแต่ความแข็ง แต่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งแตกต่างจากผิวหนังปกติที่มีเส้นใยคอลลาเจน และอิลาสตินในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงทำให้มีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นไปพร้อมๆกัน ในช่วงนี้หากการหายของแผลเป็นไปโดยปกติ คือไม่เกิดการยืดขยายจากการเคลื่อนไหวบริเวณนั้นของแผลเป็น หรือเกิดการหายของแผลที่มากกว่าปกติจนเกิดเป็นแผลเป็นนูน ซึ่งมีหลายสาเหตุ ขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะคะ ช่วงนี้จากแผลที่นูนแดงก็จะเริ่มยุบลง และเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีขาวกว่าผิวปกติ ก็เป็นได้ แล้วแต่ลักษณะผิวเดิมของแต่ละคนคะ แต่ในบ้านเราส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มกว่าสีผิวปกติเป็นส่วนใหญ่คะ แต่ในบางท่านอาจมีผสมทั้งสีเข้มและสีจางกว่าปกติก็มีคะ ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของการเคลื่อนไหว หรือขยับบริเวณรอยแผลผ่าตัดนะคะ ถึงแม้จะมีความแข็งแรงของแผลมากขึ้นแต่เนื่องจากส่วนประกอบส่วนใหญ่ยังเป็นเนื้อเยื่อผังผืด ซึ่งมีแต่ความแข็งแต่ไม่มีความยืดหยุ่น หากเคลื่อนไหวมากก็มีโอกาสเกิดแผลเป็นยืดและหรือบุ๋ม หรือแผลเป็นนูนเกิดขึ้นได้คะ จึงไม่ควรขยับมากในบริเวณแผลผ่าตัดคะ แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้ดีกว่าในช่วง 3สัปดาห์แรกนะคะ
ช่วงที่สาม: เป็นช่วงระหว่าง3-6 เดือนหลังผ่าตัด เป็นช่วงรอยต่อจากช่วงที่สองซึ่งกระบวนการหายของแผลจากเนื้อเยื่อผังผืดจะเริ่มลดสัดส่วนลงและถูกแทนที่ด้วยเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้บางคนอาจเพิ่งเริ่มเห็นแผลเปลี่ยนเป็นสีเข้มหรือสีจางกว่าผิวก็ได้และส่วนที่คลำแล้วนูนในช่วงที่สองอาจเพิ่งเริ่มลดลงและนิ่มก็ได้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วแต่บุคคล แต่สิ่งที่แตกต่างคือความยืดหยุ่นบริเวณแผลเป็นจะมากขึ้นกว่าช่วงที่สองนั้นคือโอกาสการเกิดเป็นแผลเป็นยืดและบุ๋มหรือแผลเป็นนูนจะลดลงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่สอง
ช่วงที่สี่: เป็นช่วงระยะระหว่าง 6เดือน-1ปี เป็นช่วงที่การเติบโตของผังผืดจะโตในอัตราที่ลดลงมากและตรงข้ามกับการเติบโตหรือเข้ามาแทนที่จองเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินที่เติบโตในอัตราที่สูงขึ้นแทน ช่วงนี้แผลเป็นจะค่อนข้างนิ่ม สีอาจเป็นสีเข้มที่เริ่มจางลง หรือสีอ่อนที่เริ่มเข้มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับสีผิวหนังปกติโดยรอบ ความยืดหยุ่นของผิวบริเวณแผลเป็นดีขึ้น
ช่วงระยะที่ห้า: เป็นช่วงหลัง 1ปี ไปแล้วเป็นระยะสุดท้าย หรือระยะที่แผลเจริญเติบโตเต็มที่ หากไม่มีการทำให้เกิดการอักเสบ หรือเป็นแผลทับลงบนแผลเป็นอีก แผลเป็นนี้ก็จะมีจำนวนเส้นใยผังผืดที่ลดลงเหลืออยู่คงที่ตรงตำแหน่งที่มีการเย็บแผลเลย ซึ่งมีจำนวนน้อยสุดที่ยังคงมีอยู่และรอบๆก็จะเป็นเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินตามปกติใกล้เคียงกับผิวหนังทั่วไป ซึ่งความแข็งแรงร่วมกับความยืดหยุ่นของแผลในระยะสุดท้ายนี้ ถือว่าดีที่สุดของแผลแล้วแต่ก็ไม่เท่ากับผิวหนังปกติ รวมทั้งสีผิวก็มักจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงแล้วหลังจากนี้ สุดท้ายก็จะทิ้งร่องรอยของรอยแผลเป็นอยู่บ้าง ซึ่งผลสำเร็จของแผลว่าจะสวยหรือไม่จึงขึ้นกับฝีมือของแพทย์ผู้ทำผ่าตัดเป็นหลัก รองลงมาขึ้นกับตำแหน่ง ขนาด บริเวณนั้นมีการเคลื่อนไหวมากหรือไม่รวมถึงการดูแลแผลขอคนไข้เอง และสุดท้ายซึ่งมีผลอยู่ในสัดส่วนที่น้อยสุดแต่ก็มีผลคือ พันธุกรรม ของคนไข้เองที่จะส่งผลต่อลักษณะการหายของแผลว่าจะเป็นแผลเป็นนูนที่ผิดปกติรวมทั้งแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่ายหรือไม่รวมถึงสีผิวหลังแผลหายว่าจะเป็นแบบใดร่วมด้วย
อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ บทความจาก นพ.อภิชาญ พงศ์พัฒนานุรักษ์
ขอขอบคุณคนไข้ที่กรุณาแชร์รีวิวในเว็บ Dungdong.com ค่า คนไข้มาผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นหลุมอีสุกอีใส นะคะ ท่านที่สนใจสามารถอ่านรีวิวได้ที่เว็บไซต์ Dungdong.com

ผมเลือกรับคำปรึกษาจากหมอก่อนครับแล้วอีกวันค่อยตัดสินใจว่าจะทำดีไหม พอดีผมไม่เคยผ่าตัดมาก่อนเลยครับแล้วมีปัญหาเรื่องเงินด้วยก็เลยอยากประเมิณราคาดูก่อน คุณหมอก็ให้คำปรึกษาถ่ายรูปเก็บไว้ครับถ้าตกลงจะทำ
วันต่อมาถึงวันที่จะต้องผ่าตัดก็ขึ้นเขียงครับหมอมือเบามากๆครับแต่ว่าหากตอนกำลังผ่าตัดอยู่แล้วเพื่อนๆเกิดเจ็บเพราะยาชาไปไม่ถึงให้รีบบอกหมอครับเพราะหมอจะได้ฉีดเพิ่มให้ ถ้ามันบวมจะฉีดให้ไม่ได้แล้วครับแต่ก็เจ็บพอทนได้ครับ ผ่าตัดเสร็จแล้วหมอจะให้เราติดพลาสเตอร์หลังผ่าตัดไม่ให้แผลฉีกครับแต่กรณีผมไม่ได้ติดเพราะว่าใกล้ขนตาเลยติดไม่ได้ นัดตัดไหมประมาณ10-14วันครับ วันตัดไหมก็ไม่เจ็บครับเพราะหมอมือเบามากๆครับ ปล.หลังผ่าตัดเสร็จแล้วห้ามโดนน้ำนะครับล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า
ขอบพระคุณรีวิวจากคนไข้ผ่านทางเว็บไซต์ Pantip.com นะคะ “รีวิวผ่าตัดแก้เเผลเป็น คุณหมออภิชาญ”

ขอบคุณคนไข้ของทาง First Care Clinic อีกครั้งนะคะที่ร่วมแชร์ประสบกาณ์ผ่าตัด คราวนี้เป็นการรีวิวศัลยกรรมใบหูฉีกขาดจากตุ้มหู ค่า cr. Pantip

เมื่อปี 2009 ใบหูเราฉีกขาดตุ้ม เนื่องจากเราเจาะหูทั้งหมด 3 รู และรูสุดท้ายที่อยุ่ด้านบนเจาะหมิ่น ในเช้าวันหนึ่งขณะที่เราล้างหน้ามือคงไม่เกี่ยวกับตุ้มหูโดยไม่รู้ตัวเลยทำให้ใบหูฉีกขาด ในตอนนั้นเราไม่ได้ไปหาหมอเพื่อเย็บแผล เพราะว่าเราไม่เห็นเลือดและไม่เจ็บด้วยเลยปล่อยแผลมันหายเองตามธรรมชาติ แต่หลังจากที่แผลหลายดีแล้ว เราก็พบว่าหูเราแหว่งมันไม่สนิทกันเหมือนเดิม (ตามรูปด้านล่าง) เนื่องจากมันก็ไม่ได้กระทบการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ๆ เลยปล่อยมันมานานหลายปี จนกระทั่งเรานั่งอ่านรีวิวเรื่องศัลยกรรมใบหูเราเลยลองติดต่อไปที่ First Care Clinic (น.พ. อภิชาญ) เพราะเห็นหลายเคสคุณหมอก็ทำออกมาแผลสวย งานละเอียด เท่าที่อ่านมาคุณหมอน่าจะมีประสบการณ์เรื่องการศัลยกรรมมาพอสมควร เราก็เลยติดต่อนัดเข้าไปพบ คลีนิกอยู่แถวสวนหลวง ร.9 ซึ่งการเดินทางสำหรับคนที่ไม่มีรถอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ แท๊กซี่อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะย่านนั้นยังไม่มีรถไฟฟ้า ส่วนคนที่ขับรถมาก็สามารถจอดได้ที่หน้าคลีนิกเลย ลักษณะคลีนิกเหมือนบ้านพักอาศัย 2 ชั้นที่มีการดัดแปลง เป็นตึกสีชมพูสังเกตุได้ไม่ยาก พอดีเราไม่ได้ถ่ายรุปมาเลยไม่มีภาพประกอบ
มาถึงก็มีการทำประวัติคนไข้ วัดความดัน หลังจากนั้นก็เดินขึ้นชั้น 2 เพื่อพบคุณหมอ การปรึกษาคุณหมอแต่ละเคสมีค่าใช้จ่ายเคสละ 300 บาท ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจทำศัลยกรรมต่อหรือไม่ คุณหมอซักประวัติเราละเอียดยิบถามถึงอาชีพและประเภทของงานที่ทำ คุณหมอให้คำแนะนำดีแต่จาก character คุณหมอค่อนข้างจริงจังในการซักถามและให้ข้อมูล เลยทำให้เรารู้สึกเครียด แต่คุณหมอก็ได้แจ้งผลที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการทำศัลยกรรมตรง ๆ กับเราเพื่อให้เรารับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สุดท้ายเราก็ตัดสินใจผ่าตัดเล็กวันนั้นเลย เนื่องจากคุณหมอมีคิวว่างพอดี ก่อนผ่าตัดก็จะมีเอกสารมาให้เราเซ็นต์ยินยอม เราจำเนื้อหาได้คร่าว ๆ ว่าแผลอาจจะมีการขยาย เปลี่ยนสีเป็นเข้มหรือขาว เป็นแผลเป็นนูน และอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้
หลังเซ็นต์เอกสารเสร็จเราก็เปลี่ยนเป็นชุดผ่าตัด (สีเขียว) ในห้องผ่าตัดมีคุณหมอ และผู้ช่วยอีก 2 คน ถ้าใครจินตนาการภาพห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลใหญ่อาจจะเป็นคนละภาพ เพราะคลีนิกที่นี่ก็เหมือนห้องธรรมดาที่มีเตียงผ่าตัดวางกลางห้อง แต่ก็น่าจะได้มาตราฐานอยู่เพราะเราเหลือบไปเห็นถังออกซิเจนตั้งอยู่ในห้องผ่าตัดด้วยเผื่อมีกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากหูที่เราทำการผ่าตัดคือด้านซ้าย เราเลยต้องนอนตะแคงประมาณ 1 ชั่วโมงกับ 15 นาที ซึ่งเมื่อยมาก ตอนผ่าตัดนั้นเราก็รุ้สึกมีการดึงรั้งที่หูแต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร เพราะเราไม่รู้สึกอะไรตั้งแต่หลังการฉีดยาชา (ซึ่งกระบวนการนี้เจ็บสุดละ) ในขณะผ่าตัดก็มีเปิดเพลงเบา ๆ คลอไปด้วย น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ทั้งหมอ และคนไข้รุ้สึกผ่อนคลายระหว่างการผ่าตัด หลังจากผ่าตัดแล้วก็มีการถ่ายภาพเก็บไว้เป็นเคส รวมถึงคุณหมอมีการอธิบายวิธีการดูแลรักษาแผล ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร ในเคสของเราหมอให้ล้างแผลด้วยน้ำต้มสุกและผ้ากอส และทายาซึ่งน่าจะเป็น oilment วันละ 4 ครั้ง รวมถึงกินยาแก้ปวด ฆ่าเชื้อ และลดบวมเป็นเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ สำหรับยาแก้ปวดหมอให้เรากินแค่ 2 วัน ถ้าไม่มีอาการเจ็บแผลก็หยุดกินได้ เราต้องล้างแผลเป็นเวลา 14 วัน และจะมีการนัดตัดไหมอีกครั้ง นอกจากวิธีการดูแลแผลแล้ว หมอก็ยังแนะนำให้เรานอนหมอนตัวยูเอียงประมาณ 30 องศาในสองคืนแรกเพื่อไม่ให้แผลบวม และทับแผล เรานอนหมอนตัวยูทั้ง 14 วันจนกระทั่งวันตัดไหมเพราะกลัวทับแผลตัวเอง ลืมบอกไปนิดนึงว่าช่วยเวลา 14 วันนี้ ต้องระวังไม่ให้น้ำโดนแผลเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เราสามารถสระผมได้ แต่ต้องไปสระที่ร้านเท่านั้น